การทำบายศรี

posted on 23 Dec 2011 19:12 by beauty2012

บายศรี

"ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอย มาสู่องค์เอย” วลีนี้คัดจากบทประพันธ์ของ ฯพณฯ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นต้นเนื้อเพลงร้องพิธีทำขวัญ เชิญขวัญ เรียกขวัญ สู่ขวัญ คนไทยเชื่อเรื่องขวัญว่ามีอยู่ในตัวคนทุก ๆ คน ตั้งแต่เกิดจนตาย หมายถึงพลังใจและชีวิตจิตใจ ไม่มีขวัญอาจกล่าวได้ว่าผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างไม่สมบูรณ์นัก เพราะตามโบราณประเพณีแล้วตั้งแต่เกิดมีการรับขวัญเด็กเมื่อเกิดได้ ๓-๔ วัน ทำขวัญเดือน ทำขวัญตอนโกนจุก เด็กพลัดตกหกล้มก็มีการเรียกขวัญ ทำขวัญตอนบวชนาค เป็นต้น

การเรียกขวัญจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขวัญอยู่กับตัวใครก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นสุข ถ้าขวัญหายขวัญหนีออกจากตัวก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น ท่านคงเคยได้ยินท่านผู้ใหญ่กล่าวว่า พลัดตกหกล้มหรือเกิดความตกใจอย่างมาก โบราณจึงหาวิธีให้ขวัญอยู่กับตัวหลายแบบหลายอย่างต่างกันออกไปตั้งแต่พิธีเล็ก ๆ ในครอบครัว กระทั่งถึงพิธีใหญ่เชิญญาติมิตรมาร่วมทำพิธีเชิญขวัญ มีการเวียนเทียน พิธีนี้ก็ได้แก่พิธีทำขวัญนาค เป็นพิธีที่ใช้หรือพบเห็นมาก เป็นพิธีที่ทำให้ผู้รับขวัญและผู้พบเห็นเกิดสวัสดิมงคลแก่ตัว

ในพิธีทำขวัญนี้สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือบายศรี บาย แปลว่า ข้าว ศรี แปลว่า มิ่งขวัญ รวมเรียกว่า ข้าวขวัญ ใช้ในพิธีสมโภชน์ สังเวยเทวดา ไหว้ครู บวชนาค รับแขกบ้านแขกเมือง รับขวัญทหาร รับขวัญคนป่วยหรือคนที่จะจากกันไป หรือรับขวัญผู้มาอยู่ใหม่อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าบายศรี คือภาชนะใส่อาหารนั่นเอง นับว่าเป็นภาชนะที่สะอาดที่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุที่ว่าไม่การใช้ต่อจากกัน พอใช้เสร็จแล้วจะนำไปทิ้งเลยทีเดียว จากหนังสือการศึกษาศิลปะและประเพณีของเสฐียรโกเศศ ได้กล่าวไว้ว่า บายศรีสมมติเป็นขาไกรลาส ไม้ไผ่ ๓๐ อันขนาบข้างเป็นบันไดขึ้น พุ่มดอกไม้ยอดบายศรีสมมติเป็นวิมานพระอิศวร ตัวแมงดา ๓ ตัวก็เหมือนเต่า ๓ ตัว ที่จมอยู่ในก้นมหาสมุทรอันลึก คือ อวิชา ขนมที่อยู่ในบายศรีรับประทานแล้วเกิดรสอร่อย คือ รสแห่งพระรัตนตรัย

ประเพณีการทำขวัญภาคต่าง ๆ

 

ภาคเหนือ

ใช้รับขวัญคนป่วย รับแขกบ้านแขกเมือง สมโภชน์ ใช้ในพิธีบวชนาค พิธีแต่งงาน ประเพณีทางเหนือนิยมที่จะมีการสู่ขวัญโดยใช้สายสิญจน์วนรอบบายศรีมีหมอขวัญทำพิธีสู่ขวัญแล้วเชิญผู้ใหญ่มาผูกข้อมือบ่าวสาวด้วยสายสิญจน์ ญาติผู้ใหญ่ก็มาร่วมให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งให้แก้ว แหวน เงินทอง เป็นเครื่องรับไหว้ บายศรีทางเหนือถ้าใช้ในพิธีแต่งงานมักจะทำตัวบายศรี ๖ ตัวในพานนั้น ส่วนตัวรองไม่จำกัดจำนวนส่วนใหญ่จะใช้เลขคู่ ใช้ภาชนะเป็นพานใหญ่ ๆ หรือเป็นพานแว่นฟ้าก็ได้ ข้างในใส่กระทงขนม ข้าว ผลไม้ เมี่ยง บายศรี ๖ ตัวนี้กะให้ได้ระยะห่างพอ ๆ กัน แล้วแต่งดอกไม้ระหว่างองค์บายศรี

ภาคอีสาน

มีการทำบายศรีสู่ขวัญแตกต่างไปจากภาคเหนือและภาคกลาง คือ ทำขวัญให้กับคน ให้บ้านเรือน ให้สัตว์เลี้ยง ให้พืชผล ที่ได้รับทางด้านจิตใจจะกล่อมเกลาประชาชน การทำบายศรีนั้นอาจจะรับหรือส่งญาติมิตร ทางด้านวัสดุ เช่นทำขวัญเรือนจะบอกด้วยว่าไม้ชนิดไหนปลูกบ้านได้หรือไม่ได้จะมีหน้าต่างประตูอย่างไรจะบอกในคำทำขวัญ ถ้าพืชจะบอกว่าชนิดไหนควรปลูกฤดูกาลไหน มีน้ำท่าอย่างไร อันตรายของพืชมีอะไรบ้าง จะทำให้ผู้ฟังได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน

ภาคกลาง

ความแตกต่างของบายศรีภาคกลาง มีบายศรีบูชาครู บูชาเทวดา บวงสรวงเทพเจ้า บูชาบูรพกษัตริย์ส่วนประเพณีทำขวัญที่ใหญ่โต ได้แก่ประเพณีทำขวัญนาค บายศรีที่ทำกันประจำมี บายศรีปากชาม บายศรีต้น หรือบายศรีตั้ง และบายศรีสังเวยเทพ บายศรีชนิดนี้จะมีแบบแตกต่างไปอีกมาก เช่น บายศรีเศวตฉัตร บายศรีฉัตรมงคล บายศรีพรหมสี่หน้า เป็นบายศรีที่ไหว้เทพ และพรหมชั้นต่าง ๆ ส่วนมากจะมีในพิธีของพราหมณ์หรืออาจจะมีการประยุกต์การทำบายศรี หรือใช้องค์บายศรีทำเป็นบายศรีแบบอื่น ๆ อีก เช่น ตคัยมุข วิมานแสงเทียนที่พบเห็นโดยทั่วไป คือ บายศรีต้น หรือบายศรีตั้ง และบายศรีปากชาม บายศรีหลวงมักทำด้วยแก้ว ทอง เงิน
*****บายศรีปากชามใช้ในครัวเรือนธรรมดา เช่น รับขวัญเดือนเด็ก โกนผมไฟ บูชาศาลพระภูมิ บายศรีตั้งใช้ในพิธีใหญ่ ๆ ทั้งบายศรีปากชามและบายศรีตั้งจะรวมกันในพิธีใหญ่ เช่น พิธีบวชนาค พิธีสมโภชน์ โดยเอาบายศรี ปากชามไว้ยอด ในบายศรีปากชามจะมีกล้วย แตงกวา ไข่ (ไข่ขวัญหรือไข่ยอด) และมะพร้าวเป็นเครื่องบริวารของบายศรี ส่วนบายศรีสังเวยเทพเทวดาจะไม่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หรืออาหาร จะใช้ดอกไม้ประดับตกแต่งล้วน

 

การทำบายศรีนิยมทำเป็นจำนวนคี่ คือ ๑,๓,๕,๗,๙ บายศรีบวงสรวงเทวดาใช้ถึง ๑๖ ชั้น เป็นกรณีพิเศษที่ใช้จำนวนคู่ การใช้บายศรีกับการรับขวัญ เชิญขวัญหรือสู่ขวัญกับคนธรรมดามักทำ ๓ หรือ ๕ ชั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และแขกบ้านแขกเมือง ๗ ชั้น สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใช้บายศรี ๙ ชั้น *บายศรีเมื่อใช้ประกอบพิธีแล้วประมาณ ๗ วัน มักจะนำไปจำเริญหรือ บางท่านอาจปล่อยให้แห้ง ให้คงสภาพเช่นนั้นตลอดไปจนกว่าจะเปลี่ยนใหม

 

 

ส่วนประกอบของบายศรี

๑. ไข่ขวัญหรือไข่ยอด เป็นไข่ต้มสุก อาจเป็นไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ได้ ตามความนิยมของแต่ละท้องที่ ไข่ขวัญนี้จะให้ผู้รับทำขวัญกิน เช่น ทำขวัญคนป่วยจะให้คนป่วยกิน จะอยู่ส่วนบนสุดของบายศรี ซึ่งหมายถึงทำให้เกิดมงคลและเป็นเครื่องหมายแห่งการเกิด วิธีทำ คือ นำไข่เป็ดหรือไข่ไก่ เริ่มด้วยนำไข่ใส่ในน้ำเย็นพอน้ำเริ่มร้อนให้ใช้ไม้พายคนไข่ที่ต้มตลอดเวลา เพื่อจะทำให้ไข่กลมไม่มีส่วนใดบุบเมื่อสุกแล้วยกลง
๒. ตัวแมงดาหรือเต่า คือส่วนที่วางระหว่างกลางตัวบายศรี บายศรีปากชามหนึ่งที่มีบายศรีสามตัว และมีตัวแมงดาสามตัว การทำตัวแมงดาใช้ใบตองกว้างประมาณ ๘-๑๑ ซ.ม. ใหญ่หรือเล็กตามขนาดของบายศรีตัดตามรูป เจาะทำให้เป็นลวดลายให้สวยงาม ข้อควรระวังบางครั้งจะทำให้ใบตองแตกควรใช้มีคม ๆ เจาะลาย ควรใช้ใบตองด้านแข็งอยู่ส่วนบน
๓. แตงกวา กล้วยน้ำ เป็นอาหารที่อยู่ภายในบายศรี โดยนำแตงกวา และกล้วยน้ำอย่างละ ๑ ผล แบ่งเป็น ๓ ซีกตามยาวของแตงกวาและกล้วย โดยไม่ปอกเปลือก เมื่อแบ่งได้เป็น ๓ ชิ้น จึงนำไปพนมเข้ากับกรวย
๔. กรวย คือที่บรรจุข้าวสุกปากหม้อ ใช้ใบตองตานีช่วงยาวไม่มีที่ตำหนิ กว้างประมาณ ๑๒ นิ้ว ใช้ใบตอง ๒ ทบ เอาด้านมันออกม้วนจากทางขวามือมาทางซ้ายมือให้เป็นรูปกรวย โดยกะขนาดปากกรวยลงระหว่างบายศรีทั้งสามพอดี 
ความสูงของกรวยจะต้องสูงกว่าบายศรีเล็กน้อยประมาณ ๑-๒ นิ้ว เมื่อม้วนกรวยแล้วใบตองที่อยู่ข้างนอกจะต้องเป็นสันตั้ง เมื่อได้ขนาดที่ต้องการให้นำเข็มหมุดกลัดไว้ และตัดปากกรวยทำดอกจันมอบปากกรวยให้เรียบร้อยแล้วนำ
ข้าวสุกปากหม้อใส่ให้แน่น พยายามกดตรงยอดให้แน่น เพื่อกันเวลาเสียบยอดจะได้ไม่อ่อน เมื่อใส่ข้าวแน่นแล้ว ตัดใบตองกลมปิดปากกรวย ๒ ใบซ้อนกัน
๕. ไม้ไผ่สีสุก ๓ อัน ใช้ประกบบายศรีกันโงนเงน เป็นการยึดบายศรี หรืออาจหมายถึงบันไดที่จะไปสู่เขาไกรลาส
๖. ผ้าห่มบายศรี และยอดตอง ยอดตองสามใบควรเป็นยอดตองอ่อนใช้ห่มบายศรีหรือห่มขวัญ โดยจะห่มทั้งไม้ไผ่สามซีกที่รัดไว้กับบายศรี และใช้ผ้า เช่น ผ้าตาดทอง หรือผ้าลูกไม้ห่มอีกชั้นหนึ่ง แต่ในปัจจุบันต้องการโชว์บายศรี
และอีกประการหนึ่งคงไม่สะดวกในการจะห่มองค์บายศรี เลยใช้ม้วนวางไว้ข้าง ๆ องค์บายศรี
๗. อาหารในบายศรี ควรจะเย็บกระทงใบเล็ก ๆ มอบปากให้เรียบร้อยใส่ในบายศรีสู่ขวัญ บายศรีบวชนาคจะมีอาหารใส่ อาหารอื่น ๆ เช่น กล้วยทั้งหวี มะพร้าวนั้นโดยมากจะใส่พานไว้ต่างหากเพราะไม่สามารถจะใส่ไว้ในบายศรีได้
๘. การครอบครูบายศรี ให้ใช้ดอกไม้ธูปเทียนเป็นการประสิทธิ์ประสาทวิชาของครูให้แก่ลูกศิษย์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและกำลังใจที่ศิษย์จะปฏิบัติต่อไป การครอบครูบายศรี ครูจะจับมือเข้าองค์บายศรี


 

พิธีบายศรีสู่ขวัญ

 

พิธีบายศรีสู่ขวัญ บางครั้งก็เรียกว่า พิธีบายศรี, พิธีสู่ขวัญ, พิธีทำขวัญ, พิธีรับขวัญ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทย และคนลาว ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งนามธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า “ขวัญ” ซึ่งมีหน้าที่รักษาประคับประคองชีวิตและติดตามเจ้าของไปทุกหนแห่ง การทำพิธีสู่ขวัญจึงเป็นการเชิญขวัญที่หนีหายไปให้เข้ามาอยู่กับตัว และเชื่อว่าเป็นการส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง มีสติและไม่ประมาท 

ประเพณีบายศรีสู่ขวัญใช้เครื่องเชิญขวัญที่เรียกว่า บายศรี ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทง เป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญ (ไข่ต้ม) เสียบอยู่บนยอดบายศรี มีหลายประเภท เช่น บายศรีตอง บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่ (ภาษาเขมร บาย = ข้าว + ศรี = สิริ หมายความว่า ข้าวอันเป็นสิริหรือข้าวขวัญ)  มีการพันสายสิญจน์ไว้โดยรอบเพื่อใช้ผูกข้อมือผู้รับขวัญ ผู้นำทำพิธีเรียกว่า หมอขวัญ

ประวัติ

บายศรีนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์ พิจารณาจากการนำใบตองมาประดิษฐ์บายศรี เนื่องด้วยใบตองนั้นเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมลทินของอาหารเก่าให้แปดเปื้อน และอีกประการหนึ่งก็คือ รูปร่างลักษณะของบายศรีที่ได้จำลองเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร ตลอดจนเครื่องสังเวยก็มีความเชื่อมาจากคติพราหมณ์เช่น ไข่ แตงกวา มะพร้าว รวมถึงพิธีการ เช่น การเวียนเทียน การเจิม และพิธีการต่าง ๆ เหล่านี้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีทั้งสิ้น


ประเภทของบายศรี

ในภาคเหนือจะเรียกบายศรีว่า "ใบสี", "ใบสรี" หรือ "ใบสีนมแมว" และจะเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เพราะชาวล้านนาจะเรียกพานว่า ขัน แล้วเรียกขันว่า สลุง บายศรีแยกเป็น 4 ประเภท คือ

  1. บายศรีหลวง
  2. บายศรีนมแมว
  3. บายศรีปากชาม
  4. บายศรีกล้วย

ส่วนในภาคอีสานจะเรียกบายศรีว่า "พาบายศรี", "พาขวัญ" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "ขันบายศรี" ในภาคอีสานจะแยกบายศรีออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. พาขวัญ
  2. พาบายศรี
  3. หมากเบ็ง

ในส่วนภาคอีสานที่มีเชื้อสายของเขมรจะมีการเรียกบายศรีว่า "บายแสร็ย" ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. บายแสร็ยเดิม (บายศรีต้น)
  2. บายแสร็ยเถียะ (บายศรีถาด)
  3. บายแสร็ตจาน (บายศรีปากชาม)

 

ความสำคัญของ "การบายศรี" “ การบายศรี ”เป็นทั้งศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสาน แต่ครั้งโบราณกาล เป็นประเพณีอันดีงามสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน

          “ การบายศรีสู่ขวัญ ” เป็นกุศโลบายให้คนมีน้ำจิตน้ำใจอันใสบริสุทธแสดงมุทิตาจิตต่อกัน เพื่อรวมจิตรวมใจให้แก่ผู้ที่จะ “ สู่ขวัญ ” อันเป็นที่รัก เคารพ นับถือ ศรัทธาและบูชา    เราน่าจะศึกษาว่าพิธีการอันสำคัญนี้ มีความหมาย และมีความเป็นมาอย่างไร

 
คำว่า “ บายศรี ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า
 

ภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ หรือ สู่ขวัญ จัดตกแต่งให้สวยงาม เป็นพิเศษด้วยใบตอง และดอกไม้สด มีข้าว ขนม ข้าวต้มเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ การทำพิธีเรียกขวัญ จึงเรียกว่า “ บายศรีสู่ขวัญ ”

คำว่า “ พาขวัญ ” เป็นภาษาอีสาน มีความหมายเช่นเดียวกับ “ พานบายศรี ” มี ีการแต่งพาขวัญพร้อมเครื่องสังเวยต่างๆ เหมือนกั

การสู่ขวัญ หรือสูตขวัญ การสู่ขวัญหรือสูตขวัญของชาวอีสาน คงวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษเคยนับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การสู่ขวัญเป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อหาทางก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญทางจิตใจมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างจึงมักจะมีการเรียกร้องพลังทางจิต จะได้ช่วยให้มีพลังใจเข็มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรคหรือภัยพิบัติได้นั้นเอง จึงเป็นประเพณีถือปฏิบัติยั่งยืนมาจาสมัยนี้ การสู่ขวัญเป็นประเพณีโบราณ ที่บรรพบุรุษได้เคยประพฤติ ปฏิบัติสืบต่อๆ กันมาช้านาน โดยเชื่อว่า เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่ หรือช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความสวัสดี มีชัย มีโชคลาภยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยความราบรื่น และอาจดลบันดาลให้ผู้ที่เคราะห์ร้าย หายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวงด้วย แต่การสู่ขวัญต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก ่ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “ หมอขวัญ ” หรือ “ พราหมณ์ ” สู่ขวัญให้ จึงจะเป็นสิริมงคลได้ผลดีสมความปรารถนา ถ้าหากทำไปสักแต่ว่าทำ ไม่มีพิธีการอันแนบเนียนก็จะมีผลน้อย เพราะการทำพิธีนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งด้วย ถ้าผู้ทำเป็นผู้ฉลาดในพิธีการ ตั้งอกตั้งใจทำจริงๆ มุ่งหวังให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขวัญของผู้รับการสู่ขวัญจริงๆ อย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากการสู่ขวัญนั้น
สาเหตุที่มีการสู่ขวัญ เหตุที่จะมีการสู่ขวัญปกติมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ เพราะปรารภในเหตุที่ดีอย่างหนึ่ง และปรารภในเหตุไม่ดีอย่างหนึ่ง การสู่ขวัญเนื่องในเหตุที่ดี ก็ได้แก่ การทำเนื่องในการได้รับโชคลาภ หรือสิ่งที่พึงพอใจ เช่น ไปค้าขายได้เงินทองมามาก ได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ แต่งานใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่เคารพไปมาหาสู่ จากบ้านไปนานแล้วมาเยี่ยมบ้าน ได้ลาภพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น ส่วนเหตุในทางไม่ดี จัดการสู่ขวัญเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้หายเสนียดจัญไรต่างๆ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหายจากป่วย ได้รับความตกใจหรืออกสั่นขวัญหายจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เคราะห์ร้ายเสียทรัพย์สินเงินทองเกิดถ้อยร้อยความ สัตว์หรือสิ่งของหายแล้วได้คืนมา เป็นต้น ก็ทำการสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญ หรือเชิญขวัญมา เพื่อให้ขวัญผู้นั้นมาอยู่กับเนื้อกับตัว จะได้ทำจิตใจของผู้นั้นมีความสุขสบาย หรือหายจากเคราะห์เข็ญต่างๆ 

การทำขันหมากเบง

ขันหมากเบ็ง คือ กรวย หรือ ซวย ใบตองที่ประกอบขึ้นเป็นสี่เหลี่ยมสันฐานกลมและประดับด้วยดอกไม้ดอกไม้ใช้มักจะเป็นดอกไม้ขาว เช่น  ดอกบานไม่รู้โรย ดอกรัก แต่ห้ามใช้ดอกสีขาวอย่างดอกจำปา และที่สำคัญไม่ควรใช้ดอกไม้แดง เพราะถ้าหากใช้ดอกไม้แดงจะเป็นเครื่องบูชาผีไท
ขันหมากเบ็งที่นิยมทำและใช้ในการประกอบพิธีกรรมทั้งทางพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์จะมีอยู่ 2 ชนิด  คือ  
แบบ 5 ชั้น คือ ซ้อนทับกรวยใบตองและประดับดองไม้ขึ้นไป 5 ชั้น อันมีความหมายถึงขันธ์ทั้ง 5 หรือ ที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเบญจขันธ์ ได้แก่
               1.รูป คือ ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด อันได้แก่ร่างกายและพฤติกรรม สสารและพลังงานด้านวัตถุ
               2.เวทนา คือ ความรู้สึก สุข ทุกข์ ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง 5 และใจ 
3.สัญญา คือ ความกำหนดได้ หมายรู้ อันเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์  
4.สังขาร คือ คุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต

5.วิญญาณ คือ การรับรู้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส ได้กลิ่นได้รับรส  ซึ่งทั้งหมดก็เป็นการรวบรวมขันธ์ทั้ง 5และสำรวมเพื่อน้อมบูชาพระรัตนตรัย
แบบ 8 ชั้น คือ ซ้อนทับกรวยใบตองและประดับดอกไม้ขึ้นไป 8 ชั้นอันมีความหมายที่แสดงถึง 
ธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันทั้ง 8 ชั้นเป็นร่างกายทั้ง 32 ประการซึ่งก็หมายถึงการนอบน้อมกายทั้งหมดเพื่อสักการะบูชา

วัสดุอุปกรณ์

1. ใบตองกล้วยตานี

2. มีด

3. กรรไกร

6. ชาม

7. ไม้กลัด


8. ดอกไม้

 

วิธีทำ
เช็ดใบตองให้สะอาดและฉีกใบตองดังนี้
  • ทำกรวยข้าว ฉีกกว้าง 5 ½ นิ้ว จำนวน 1 แผ่น
  • เกล็ดประกอบกรวย ฉีกกว้าง 2  นิ้ว จำนวน  20  แผ่น (สำหรับกรวย 5 ชั้น)
  • พันกลีบปิดเกล็ดกรวย ฉีกกว้าง  8  นิ้ว  จำนวน  1  แผ่น
1.    การม้วนกรวย  นำใบตอง 2 แผ่นที่ฉีกไว้มาประกบกันให้ทางปลายอ่อนทั้ง 2 แผ่นสลับกัน แล้วม้วนให้เป็นกรวย ให้ปลายอ่อนอยู่ข้างนอก ตัดปากกรวยให้เรียบใช้ไม้กลัด ความสูงจากยอดประมาณ 5 ½ นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ¾ นิ้ว – 3 นิ้ว

2.การพับกลีบ  มือซ้ายถือข้างอ่อน  จับริมใบตองตอนกลาง มือขวาพับเฉแบ่งเป็นสี่ส่วนแล้วปิดริมซ้ายตลบลงมาทับรอยพับตรงกลาง พับทั้งหมด  20 แผ่น

3.การพับกลีบประกอบตัวแม่  มีทั้งหมด 4 แถว  โดยมือซ้ายจับตัวแม่ มือขวาจับกลีบที่พับไว้ทาบกับตัวแม่ใช้ไม้กลัด ทับซ้อนกลีบเป็นชั้นๆจำนวน 4 แถวๆละ 5 ชั้นหรือ 8  ชั้น

4.การพับผ้านุ่ง หรือ การมอบ  พับผ้านุ่งโดยพับครึ่งใบตองพันรอบฐานปิดโคนกลีบสุดท้ายกว้าง 4 นิ้ว ใช้ไม้กลัดหรือลวดเย็บและตัดแต่งฐานให้เรียบร้อย ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ เช่น ดอกรัก ดอกพุด (นิยมใช้ดอกไม้สีขาว)หรือดอกดาวเรือง



ความสำคัญของพิธีบายศรีสู่ขวัญ และประเภทของการสู่ขวัญ

ความสำคัญของพิธีบายศรีสู่ขวัญ
สาร สาระทัศนานันท์ ,(2527) ได้ให้ความสำคัญของพิธีบายศรีสู่ขวัญไว้ว่า พิธีบายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีที่สำคัญของชาวอีสาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น การดำเนินชีวิตของชาวอีสานแทบทุกอย่าง จึงมีการบายศรีสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ เป็นการเรียกร้องพลังทางจิต ช่วยให้มีพลังใจที่เข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าภัยพิบัติต่างๆได้ การสู่ขวัญช่วยทำให้เกิดมงคล ทำให้ดำรงอยู่ด้วยความสุขราบรื่น มีโชคลาภมากขึ้น และอาจดลปรารถนาให้ผู้ที่เคราะห์ร้ายพ้นจากสรรพเคราะห์ทั้งปวง ด้วยมูลเหตุแห่งการสู่ขวัญนี่เอง

การประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญของชาวอีสาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขวัญและจิตใจ ช่วยก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น ซึ่งชาวอีสานเห็นความสำคัญทางจิตใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นวิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างจึงมักจะมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ การสู่ขวัญจะช่วยให้เกิดศิริมงคล ชีวิตอยู่ด้วยความราบรื่น จิตใจเข้มแข็ง โชคดียิ่งขึ้น ปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี หายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวง ทั้งพิธีบายศรีสู่ขวัญมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ว่าจะจัดพิธีสู่ขวัญในเรื่องใด เช่นการสู่ขวัญเด็ก การสู่ขวัญนาค การสู่ขวัญบ่าวสาว หรือจะเป็นการสื่อขวัญในเหตุที่ทำให้เกิดการเสียขวัญ จิตใจไม่ดี เพื่อเรียกให้ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัว สิ่งไม่ดีให้ผ่านพ้นไป มีพลังใจที่ดี รวมทั้งการสู่ขวัญสัตว์ และสิ่งต่างๆก็อาจทำได้ แต่การปฏิบัตินอกจากจะมีเครื่องขวัญที่ใช้ในพิธีแล้ว พิธีการต่างๆก็จะแตกต่างกันไปเป็นปลีกย่อย แล้วแต่ลักษณะพิธี ซึ่งประเพณีบายศรีสู่ขวัญในภาคอีสาน เป็นประเพณีที่ประชาชนส่วนมาก ยังนิยมปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป เพราะถือว่าเป็นพิธีที่เป็นศิริมงคล เป็นการมอบความปรารถนาดีและดลบันดาลให้ ผู้รับการทำพิธีตลอดจนผู้เกี่ยวข้องมีความสุขความเจริญ และจิตใจสงบสุข และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรักใคร่กันเป็นอย่างดี นับเป็นวัฒนธรรมที่ดี ควรแก่การอนุรักษ์ให้อยู่สืบไป(....................................)
การบายศรีสู่ขวัญ เป็นวัฒนธรรมอันดีของชาวอีสานและชาวเหนือจัดขึ้นเพื่อเป็นการรับขวัญ และเรียกขวัญของผู้ที่จากบ้านไปไกลด้วยเวลาอันยาวนาน หรือผู้ที่เพิ่งหายป่วยไข้ ตลอดจนเป็นการแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในทางราชการ และเป็นการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน ซึ่งในภาคอีสานนั้น เมื่อมีการจัดงานอะไรก็ตาม ก็จะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญควบคู่ไปด้วย การจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญก็เพื่อต้อนรับแขกนั้น มักจะทำกันอย่างสวยงาม ใหญ่โต(..............................................)

ประเภทของการสู่ขวัญ
การสู่ขวัญของชาวอีสานเป็นพิธีกรรมที่กระทำสืบต่อกันมานาน แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะและโอกาสที่ใช้ ดังนี้คือ 
1 การสู่ขวัญคน 
2 การสู่ขวัญสัตว์ 
3 การสู่ขวัญสิ่งของ 

1 การสู่ขวัญคน
การสู่ขวัญคน เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญหรือจิตใจ อันจะก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น วิถีการดำเนินชีวิตของชาวร้อยเอ็ด มักจะมีการสู่ขวัญควบคู่กันเสมอ เพื่อเรียกร้องหรือระดม พลังทางจิตใจ นอกจากนี้เนื้อหาในบทสูตรขวัญบางบทได้มีการสอดแทรกคติธรรมและแนวทาง ในการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มต่าง ๆ ของสังคม การสู่ขวัญมีหลายประเภท ดังนี้ 

1.1 การสู่ขวัญพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ได้สมณศักดิ์เป็นยาครู หรือซา ชาวบ้าน จะทำการสู่ขวัญให้ หรือเวลาจะเอาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานที่แท่นประทับภายในวัด จะทำการสู่ขวัญพระสงฆ์ทั้งวัด เป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์เป็นผู้สืบมรดกทางพุทธศาสนาต่อไป 

1.2 การสู่ขวัญออกกรรม ผู้หญิงที่คลอดบุตรต้องอยู่ไฟ เมื่อออกไฟแล้วก็มีการสู่ขวัญให้เพราะในขณะที่อยู่ไฟนั้น ได้รับความทุกข์ทรมานนานัปการ จึงจำเป็นต้องเอาอกเอาใจและให้กำลังใจ การเอาอกเอาใจอย่างหนึ่ง คือ การสู่ขวัญ 

1.3 การสู่ขวัญเด็กน้อย เด็กๆ มักตกใจง่าย ถ้ามีใครหลอกหรือเห็นอะไรที่น่ากลัว ก็จะตกใจมาก พ่อแม่เชื่อว่าเมื่อเด็กตกใจขวัญจะออกจากร่าง ส่งผลให้เด็กร้องไห้ไม่สบาย จึงจำเป็นต้องทำพิธีสู่ขวัญให้ 

1.4 การสู่ขวัญคนธรรมดา คนธรรมดานั้น เมื่อไปค้าขายได้ลาภ หรือได้เลื่อนยศตำแหน่ง ก็ทำการสู่ขวัญให้ บางทีฝันไม่ดี หรือเจ้านายมาเยี่ยมก็มีการสู่ขวัญเพื่อให้เกิดสิริมงคล 

1.5 การสู่ขวัญหลวง เวลาพ่อแม่หรือผู้เฒ่าผู้แก่เกิดมีอาการเจ็บป่วยชาวบ้านจะรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ถ้ายังไม่หาย ลูกหลานจะทำพิธีสู่ขวัญให้เป็นเวลา 3 คืน เชื่อว่า โรคภัยไข้เจ็บหรืออาการป่วยจะหายได้ สิ่งของที่ใช้ในพิธีนี้ก็เหมือนสู่ขวัญธรรมดา แตกต่างตรงที่ต้องเพิ่มธูปเทียนให้ เท่ากับอายุของผู้ป่วย ให้สวดเวลากลางคืนประมาณ 3-4 ทุ่ม 

1.6 การสู่ขวัญนาค เมื่อบุตรชายมีศรัทธา จะบวชเมื่อถึงวันบวชบิดา-มารดาจึงได้จัด พิธีสู่ขวัญให้บุตรชายเพื่อเป็นสิริมงคล 

1.7 การสู่ขวัญน้อยก่อนแต่งงาน (กินดอง) มักกระทำที่บ้านเจ้าบ่าวก่อนจะมีพิธีแต่งงาน พ่อแม่เจ้าบ่าวและญาติของเจ้าบ่าวนิยมสู่ขวัญให้กับลูกของตนก่อน แล้วจึงนำพาขวัญไปรวมกัน ที่บ้านเจ้าสาว พาขวัญก่อนพิธีแต่งงาน เรียกพาขวัญน้อย 

1.8 การสู่ขวัญบ่าวสาวเวลาแต่งงาน ก่อนที่หนุ่มสาวจะอยู่กินร่วมกันเป็นสามีภรรยา จะต้องจัดให้มีพิธีแต่งงาน หรือชาวอีสานเรียกว่า "กินดอง"เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับคู่บ่าวสาว จึงต้องจัดให้มีการสู่ขวัญขึ้น ส่วนใหญ่มักกระทำที่บ้านเจ้าสาว 

1.9 การสู่ขวัญคนป่วย คนเจ็บไข้นาน ๆ หรือชาวบ้านเรียกว่า "ป่วยปี" เชื่อว่ามีสาเหตุ มาจากขวัญออกจากร่างกาย จึงเกิดอาการเจ็บป่วย เมื่อหายป่วยแล้วแต่ร่างกายยังไม่แข็งแรง ถือว่า ขวัญหนีเนื้อหนีคีง (ขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว) จึงจำเป็นต้องสู่ขวัญให้เพื่อเรียกขวัญให้มาอยู่กับร่าง จะทำให้คนป่วยแข็งแรง หายจากการเจ็บป่วย 

1.10 การสู่ขวัญพา ถ้าผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วย กินไม่ได้นอนไม่หลับ และได้ทำการสู่ขวัญ คนป่วยให้แล้ว แต่โรคภัยไข้เจ็บยังไม่หาย ก็จะทำการสู่ขวัญพาให้อีกครั้งหนึ่ง 

2 การสู่ขวัญสัตว์ 
การสู่ขวัญสัตว์เป็นการระลึกถึงบุญคุณของสัตว์ ที่ช่วยมนุษย์ในการทำมาหากินรวมไปถึงการขอขมาที่ได้ด่าว่า เฆี่ยนตี ในระหว่างการทำงาน ที่สำคัญ ได้แก่ 

2.1 การสู่ขวัญควายและงัว (วัว) ควายและวัวเป็นสัตว์ที่มีคุณแก่คนมากเพราะเป็นแรงงานลากไถในการทำนา ทำไร่ ชาวบ้านถือว่าคนได้กินข้าวเพราะสัตว์เหล่านี้ ดังนั้นก่อนที่จะลงมือทำนา ครั้งแรกหรือเลิกทำนาแล้ว เจ้าของมักทำพิธีสู่ขวัญให้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุญคุณ และขอขมาที่ได้ ด่าว่า เฆี่ยนตีระหว่างทำงานร่วมกัน พาขวัญจัดให้มีน้ำอบ น้ำหอมและหญ้า 

2.2 การสู่ขวัญม้อน (ตัวหม่อน) ม้อนเป็นสัตว์ตัวอ่อนที่ชักใยออกจากรังไหม ชาวบ้านสามารถนำมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม ม้อนเป็นสัตว์ที่มีคุณแก่คน เพราะไหมสามารถทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เมื่อชาวบ้านลงมือเลี้ยงม้อน หรือหลังจากการชักใยม้อนเสร็จเป็นรังไหมแล้วจะจัดให้มีการสู่ขวัญขึ้น เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เลี้ยงม้อนทำให้ผู้เลี้ยงขายเส้นไหมได้เงินทอง และเชื่อว่าการสู่ขวัญให้ม้อนจะ ส่งผลให้ม้อนมีหนังหนาดังเปือกพ้าว (เหมือนเปลือกมะพร้าว) พาขวัญมีข้าวต้มและใบม้อน 

3 การสู่ขวัญสิ่งของ 
การสู่ขวัญสิ่งของเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อถือที่ว่า สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ มีประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์ จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการสู่ขวัญให้กับสิ่งของเหล่านี้เพื่อเป็นการสำนึกในบุญคุณ ชาวบ้านเชื่อว่าการสู่ขวัญสิ่งของจะทำให้ผู้เป็นเจ้าของมีความสุข มีลาภ เป็นสิริมงคลแก่เจ้าของต่อไป ซึ่งการสู่ขวัญสิ่งของแยกได้ดังนี้ 

3.1 การสู่ขวัญเฮือน คือ การนำเอาพิธีและขั้นตอนการสร้างบ้านเรือนมาพูดที่ในประชุม เพื่อให้คนที่มาในพิธีรู้จักสร้างบ้านให้เป็นสิริมงคล ถ้าบ้านเรือนทำไม่ถูกแบบก็จะนำแต่ความไม่เป็นมงคลมาให้ 

3.2 การสู่ขวัญเกวียน เกวียนเป็นพาหนะใช้สำหรับลากเข็น การสู่ขวัญเกวียนก็เพื่อให้เป็นสิริมงคลและมั่นคง และสอนให้เจ้าของรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ 

3.3 การสู่ขวัญข้าว มักทำกันในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ ชาวบ้านเชื่อว่า "กินบ่บก จกบ่ลง" (กินเท่าไหร่ ไม่รู้จักหมด) ชาวบ้านจะสู่ขวัญข้าวก่อนทำพิธีเปิดเล้า (ยุ้ง) ข้าวนำมากิน จะทำการสู่ขวัญก่อน เพื่อเป็นสิริมงคล จะทำให้สามารถผลิตข้าวในปีต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ ไม่เกิดภาวะอดอยาก 

ประเพณีการสู่ขวัญที่ทำในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่เพียงการสู่ขวัญบางประเภท เท่านั้น เช่น การสู่ขวัญนาค สู่ขวัญบ่าวสาว สู่ขวัญคนป่วย สู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญคนธรรมดา และสู่ขวัญควายและวัว ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ของสังคมในปัจจุบัน สัตว์และสิ่งของบางอย่างได้หมดความสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวอีสานไปแล้ว จึงค่อยๆ เลิกไปในที่สุด

รูปแบบของบายศรี

1. บายศรีปากชาม

           บายศรีปากชาม จัดเป็นแม่แบบของบายศรีแบบอื่นๆ องค์บายศรีใช้ใบตองตานีเย็บพับจับจีบ กลางองค์บายศรี ทำเป็นกรวย ภายในกรวยใส่ข้าวตอกดอกไม้ ยอดกรวยประดับด้วยไข่ต้ม รอบ องค์ บายศรี ประดับดอกไม้มงคล บายศรีจัดตั้งอยู่บนปากชาม ถ้าประดับตกแต่งมาก จนวิจิตรอาจเรียกว่า เป็นบายศรีปากชามทรงเครื่องบายศรีปากชาม เป็นบายศรี ขนาดเล็ก ใช้ชามขนาดย่อมๆ ใบงามๆ เช่น ชามเบญจรงค์ ถ้าหาชามที่สวยไม่ได้ก็ใช้ต้นกล้วยตัดเป็นท่อน
แทน ชาม เมื่อเสร็จพิธีก็นำไปจำเริญ หรือทิ้ง ไปเลย ปัจจุบันนิยมจัดใส่พานเงินพานทองบายศรีปากชามนี้มีตั้งแต่ 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น และ 9 ชั้น (จำนวนเกร็ด ,นิ้ว,กาบ) ตามแต่ขนาดของภาชนะและขนาดของพิธีตามฐานะของครอบครัว หรือขนาดของโรงพิธี ซึ่งเป็นงานของหมู่คณะ เช่น พิธีบวงสรวง สังเวย บูชาครู เทพยดา อารักษ์ทั่ว ๆ ไป

 

ภาพที่ 3 ลักษณะและส่วนประกอบของบายศรีปากชาม

          ความหมายของชั้นบายศรี 
          ความหมายของชั้นมิได้มีการกำหนดไว้ตายตัว หากแต่เป็นเพียง ผู้ที่ประดิษฐ์บายศรีมีความเชื่อ ศรัทธา ต่อ สิ่งใดแล้ว ก็มักจะน้อมนำคำสอนหรือความเชื่อต่าง ๆ มาประดิษฐ์บายศรีเป็นชั้นๆ และแปล ความหมาย ตามนัย ที่ตนประสงค์ต่อสิ่งศรัทธานั้น ๆ ตัวอย่างเช่น
          * 3 ชั้น เพื่อระลึกถึง พระรัตนตรัยมีองค์ 3 ในศาสนาพุธ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ หรือเทพเจ้า 3 พระองค์ ในศาสนาฮินดู ได้แก่ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม 
          * 5 ชั้น เพื่อระลึกถึง ขันธ์ทั้ง 5 หรือ ที่ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเบญจขันธ์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ 
          * 7 ชั้น เพื่อระลึกถึง โพชฌงค์ 7 ซึ่งเป็นธรรมที่เป็นองค์แห่งการ
ตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา (พจนานุกรมพุธศาสตร์ : 239)
          * 9 ชั้น เชื่อเป็นมงคลสูงสุดในการดำเนินชีวิตจะได้ก้าวหน้ารุ่งเรือง ไม่ว่าจะทำการใดๆ มักนิยมเลข 9 มากกว่า เลขอื่น เพื่อระลึกถึงพุทธคุณ 9 หรือคุณของพระพุทธเจ้า 9 ประการ หรือ นวารหาทิคุณ ได้แก่ 1. อรหัง (เป็นผู้ บริสุทธ ิ์ไกล จากกิเลส เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ควรได้รับ ความเคารพบูชา) 2. สัมมาสัมพุทโธ (เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง) 3. วิชชา จรณสัมปันโน (เป็นผู้พร้อมด้วยวิชชาคือความรู้ และจรณะคือความประพฤติ) 4. สุคโต (เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว) 5. โลกวิทู (เป็นผู้รู้แจ้งโลก) 6. อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ (เป็นผู้ฝึกคนได้ดีเยี่ยมไม่มีผู้ใดเทียมเท่า) 7. สัตถา เทวมนุสสานัง (เป็นศาสดา ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย) 8. พุธโธ (เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว คือ ทรงตื่นเองจากความเชื่อถือ และข้อปฏิบัติที่ถือกั นมาผิด ๆ ด้วย ทรงปลุกผู้อื่นให้พ้นจากความหลงงมงายด้วยฯ) 9. ภคว (ทรงเป็นผู้มีโชค คือ จะทรงทำการใด ก็ลุล่วง ปลอดภัยทุกประการ) (พจนานุกรมพุทธศาสตร์:262-263)
         ส่วนในบายศรีแบบอื่น ๆ ที่ประดิษฐ์ อาจมีมากกว่า 9 ชั้น แล้วแต่รูปแบบของบายศรีและ มีความหมาย ที่แตกต่างกันออกไป

          ประโยชน์ของพานบายศรีปากชาม
          บายศรีปากชาม ใช้ในการไหว้ครู ใช้ในงานบวงสรวง สังเวย บูชาเทวาอารักษ์ ใช้ในพิธีไหว้ครู ของศิลปิน เป็นช่าง ทุกสาขา พิธีการรับขวัญ พิธีฉลองต่างๆ พิธีไหว้ครูดนตรี โขน ละคร ขับร้อง ฟ้อนรำ ในการทำพิธีบูชาครูประจำปี หรือ การบูชา ก่อนจะมีการแสดงครั้งสำคัญนั้น ต้องมีการตั้งเครื่อง สังเวย บายศรี อัญเชิญบรรดาครูทั้งหลายมาอวยชัยให้พร เริ่มจากปฐมบรมครูคือ สมเด็จพระบรมศาสดา มารดาบิดา คู่สวดอุปัชฌาย์ ครูอาจารย์ที่ให้สรรพวิชาหาเลี้ยงจนทุกวันนี้ ท้าวมหาพรหม บรมมหา เทวราช ผู้สร้างมนุษย์โลก พระอิศวรจอม เทวาวรฤทธิ์ ผู้ตรองสกลพิภพ พระนารายฯ พระอินทร์ พระขันธกุมาร พระพิฆเกณศร์ พระปรปคนธัพ พระปัญจะสังขร พ่อแก่ พระพิราพ พระวิศวะกรรม ฯลฯ โดยปรกติต้อง มีบายศรีปากชาม 7-9 ชั้น 3 คู่ วางเป็นคู่ ๆ ที่ตั้งเครื่องสังเวย 3 สำรับจะลดจำนวน หรือจัดทำบายศรีใหญ ่ก็ขึ้นอยู่กับ โรงพิธี     ดอกไม้ที่ใช้ประดับตกแต่ง บายศรีปากชาม ตกแต่งด้วย ดอกไม้ที่มีสีสันงดงามและมีความเชื่อว่าเป็นสิริมงคล เช่น ดอกบัว ดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย

2. บายศรีเทพ

          บายศรีเทพที่นิยมประดิษฐ์ส่วนมากจะมีรูปแบบ คือ ประกอบด้วยตัวบายศรี 9 ชั้น ทั้งหมด 8 ตัว องค์บายศรี ใช้ใบตองตานีเย็บพับจับจีบ กลางองค์บายศรีทำเป็นกรวย ภายในบรรจุข้าวตอกดอกไม้ กล้วยน้ำว้า รอบองค์บายศรี ประดับด้วยดอกไม้มงคล ห้อยอุบะดอกรัก ประดับยอดด้วย ดอกดาวเรือง และดอกบัว บายศรีเทพใช้การบูชาเทพยดาเจ้า ทั้งหลายใช้บูชาเป็นคู่บางตำราอาจใช้ตัวบายศรีองค์ แม่ 9 ชั้น จำนวน 4 องค์ และใช้องค์ลูก 7 ชั้น อีก 4 องค์ส่วนการเรียก ชื่อบางคน อาจคิดว่าบายศรีเทพ และบายศรีพรหม เป็นพานเดียวกันเลยเรียกว่าบายศรี พรหม - เทพ          การตกแต่งพานบายศรีเทพ
การประดับตกแต่งบายศรีเทพ มักตกแต่งด้วยดอกไม้มงคล เช่น ดอกดาวเรือง ดอกรัก ดอกกุหลาบ ตกแต่งส่วน กรวย ด้วยการ ใช้มาลัยชำร่วยคล้อง ปักด้วยดอกบัวหรือดอกดาวเรือง ส่วนมุมทั้ง 4 ของปาก พานตกแต่ง ด้วยอุบะปิดทับ ด้วยดอกบัว หรือดอกดาวเรือง แล้วแต่ความต้องการและความสวยงาม

 

 

3. บายศรีพหรม

         บายศรีพรหมเป็นบายศรีที่จัดลงในพานทอง ใช้ในงานพิธีใหญ่ ๆ นิยมใช้เป็นคู่ เช่นเดียวกับ บายศรีปากชาม บายศรีพรหมประกอบด้วยองค์บายศรี 9 ชั้น 4 องค์ และองค์บายศรี 16 ชั้น 4 องค์

 

 

ภาพที่ 6 ส่วนประกอบของบายศรีพรหม

          บายศรีพรหมใช้ในการทำพิธีบูชาเทพยดาเจ้าในเทวโลกและพระพรหม ตลอดจนรูปพรหมทุก ๆ องค์ในชั้นพรหมโลก บายศรีพรหมยังจัดแบ่งเป็นบายศรีมหาพรหม บายศรีกบิลพรหม บายศรีพรหม สี่หน้า และอีกมาก แต่โดยทั่วไปจะนิยม ใช้องค์บายศรี 9 ชั้น 4 องค์ และองค์บายศรี 16 ชั้น 4 องค์ บางท้องถิ่นจะเพิ่มองค์บายศรี 15 ชั้นอีก 4 องค์ โดยมีความหมายเพิ่มขึ้นว่าบูชาเทวดาทั้ง 16 ชั้นฟ้า และ 15 ชั้นดินผู้ที่จะยกบายศรีพรม ไหว้เทพยดาหรือ องค์พรหม สิ่งที่ขาด ไม่ได้ คือต้องใส่ปัจจัยลงไปใน พานบายศรีด้วย จะเป็นจำนวนเท่าไรก็ได้ไม่ได้กำหนด เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมัก จะเก็บบูชา ไว้ 3 - 7 วัน จึงลาบายศรี แล้วนำไปลอยน้ำฝากแม่พระคงคา เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ปัจจัยก็จะนำไปทำบุญ หรือซื้อของใส่บาตร
          การตกแต่งพานบายศรีพรหมขั้นตอนท้ายสุดให้เสริมด้วยด้านล่างตกแต่งด้วยดอกไม้สิริมงคล เช่น ดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ การตกแต่งส่วนกรวยประกอบตรงกลางบายศรี โดยใช้ดอกบัว ดอกดาวเรือง หรืออาจเป็นมาลัยของชำร่วย ตกแต่งให้สวยงามและตรงกับความต้องการ



ภาพที่ 7 บายศรีพรหมแบบต่าง ๆ ซ้ายประดิษฐ์จากใบตอง ขวาประดิษฐ์จากผ้า


4. บายศรีสู่ขวัญ

         บายศรีสู่ขวัญ เป็นบายศรีขนาดใหญ่จัดวางใส่ภาชนะวางซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไป ใช้ในพิธีสู่ขวัญให้กับคน สิ่งของ ธรรมชาติ แล้วแต่ความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ตัวอย่างเช่น
          * บายศรีสู่ขวัญบางกอก เป็นบายศรีขนาดใหญ่ จัดประดิษฐ์ในภาชนะรูปพานซ้อนกัน 5 ชั้น ใช้ในพิธีสู่ขวัญ สมโภชของชาวภาคกลาง ประกอบด้วยตัวบายศรีชั้นละ 5 ตัว แต่ละชั้นลดหลั่น กันมีพุ่มกรวยยอดบายศรี ตกแต่งด้วยดอกดาวเรือง บางทีเรียกว่าบายศรีดาวเรือง


          *บายศรีสู่ขวัญภาคอิสาน
          บายศรีขนาดใหญ่ จัดประดิษฐ์ใส่ในภาชนะขนาดใหญ่ เช่น โตกโดยซ้อนเรียงกัน 3 ชั้น ใช้ใน พิธีสู่ ขวัญของชาวอิสาน ประกอบด้วย ตัวบายศรีวางสับ-หว่างกันในภาชนะแต่ละชั้น ประดิษฐ์ใน หลาย รูป แบบแตกตามตามโอกาสการใช้งาน ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้มงคล เช่น ดอกรัก ดาวเรือง กุหลาบ พุด ฯลฯ


          * บายศรีสู่ขวัญกำแพงเพชร
          บายศรีขนาดใหญ่ จัดประดิษฐ์ในภาชนะเครื่องปั้นดินเผาใช้ในพิธีสู่ขวัญ สมโภช และบูชาพระบรมธาตุ ประกอบด้วยตัวบายศรี และกำแพงแก้วทุกชั้น ดอกไม้ใบไม้มงคล

ภาพที่ 11 บายศรีสู่ขวัญกำแพงเพชร


          * บายศรีสู่ขวัญภาคเหนือ
          บายศรีชั้นเดียวขนาดใหญ่ จัดประดิษฐ์ในขันน้ำพานรอง ใช้ในพิธีสู่ขวัญของชาวภาคเหนือ ประกอบด้วย ตัวบายศรี 6 ตัว และดอกไม้ใบไม้มงคลสีสันสดใส


          โอกาสการใช้บายศรีสู่ขวัญ
          ช่วงเวลา พิธีบายศรี-สู่ขวัญ สามารถทำกันได้ทุกเวลาไม่มีข้อกำหนดหรือข้อยกเว้น หรือข้อห้ามไม่ให้ปฏิบัติจัดทำ การบายศรี-สู่ขวัญ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล นิยมจัดทำกันในโอกาสอันเป็นมงคลต่าง ๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค แต่งงาน เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง พระภิกษุเลื่อนสมณศักดิ์ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมาสู่ท้องที่ จะต้องเดินทางไกล ย้ายที่อยู่ เป็นพิธีมงคลที่นิยมทำกันมากทั้งในงานเล็กน้อยภายในครอบครัว หรือจัดเป็นพิธีใหญ่โต ตามฐานะ
          พิธีสู่ขวัญ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บายศรี จัดทำกันดังนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่จะช่วยกันจัดทำพานขวัญ (พานบายศรี) นิยม ใช้ใบตองจับจีบตามแบบโบราณจัดใส่พาน จะเป็นพานขวัญธรรมดา 3 ชั้น 5 ชั้น ชั้นล่างมีบายศรีดอกไม้ ข้าวต้ม ขนม กล้วย ชั้นที่ 2,3,4 มีบายศรีดอกไม้ ชั้น 5 มีบายศรีดอกไม้ ฝ้ายผูกแขน เทียนเวียนหัว 7 ชั้น จัดพานรอง 3 ชั้น บายศรี 4 ชั้น แล้วจัดพานอีกใบหนึ่งสำหรับใส่ผ้าผืนแพรวา แว่น หวี น้ำอบ น้ำหอม สร้อย แหวน ส่วนประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติม ได้แก่ หมาก พลู บุหรี่ อาหาร ข้าวต้ม ขนมหวาน ไก่ต้ม สุรา จัดวางประกอบไว้อย่างสวยงาม พร้อมด้วยเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว ของผู้เป็นเจ้าของขวัญ
           พิธีจะเริ่มด้วยการแห่พานบายศรีเป็นขบวนฟ้อนนำพานบายศรีออกมาตั้งบนตั่งที่ปูผ้าขาวรองไว้ จากนั้นหมอสูตรขวัญ (พราหมณ์) จะเป็นผู้สวดชุมนุมเทวดา จุดเทียนเวียนหัวจุดธูปกราบพระพุทธรูป และพระสงฆ์ มีคู่สู่ขวัญเอามือขวาจับด้ายสายสิญจน์ เจ้าของขวัญจับพานขวัญผู้สวดป่าวประกาศเชิญขวัญอวยพร แล้วผูกข้อมือเป็นอันเสร็จพิธี
          การบายศรีสู่ขวัญทำขึ้นเพื่อเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว อวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข อายุมั่นขวัญยืน เจริญก้าวหน้า ประสบโชคชัย ปลอบประโลมจิตใจให้เข้มแข็งมั่นคงปราศจากความหวาดกลัว เดินทางก็ให้ปลอดภัย

5. บายศรีต้น

          บายศรีต้น บายศรีตั้ง หรือบายศรีชั้น ใช้ต้นกล้วยเป็นแกนต่อมามีการคิดทำแกนให้ถาวรและมั่นคงยิ่งขึ้นจึงใช้ไ ม้ เนื้อแข็งเกลากลึง เป็นต้นมี 3-5-7 และ 9 ชั้น บายศรีต้นในแต่ละภาคมีการประดิษฐ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป บายศรีต้นถือเป็นบายศรีขนาดใหญ่จัดทำอยากต้องใช้ความพยามและความอดทดในการทำ บายศรีต้น จะประดิษฐ์ บายศรีในหลายรูปแบบ เช่น พับเป็นกลีบบัวสัตตบงกช กลีบผกา กลีบหน้านาค กลีบหน้าช้าง กรวย ฯลฯ จัดวางลงใน ฐานรอง มีขนาดลดหลั่นกันไป บายศรีต้นจะมีรูปแบบเป็นทรงต้นสน ทรงฉัตร และทรงตรง
          โอกาสการใช้บายศรีต้น โอกาสในการใช้บายศรีต้นจะใช้สำหรับผู้ที่มีศักดินาสูง ใช้ในพิธีสู่ขวัญโดย ครูบาอาจารย์ได้กำหนดไว้ดังนี้
           * บายศรีต้น 3 ชั้น ใช้เป็นเครื่องสมโภช สังเวยในพิธีมงคลต่างๆ หรือสู่ขวัญในพิธีสมรส ของชั้นหลาน เจ้านายฝ่ายเหนือ ใช้ในพิธีสมรสของชั้นหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ


          * บายศรีต้น 5 ชั้น ใช้ในพิธีต่าง ๆ สำหรับเจ้านายที่ทรงกรมหรือเสนาบดี บายศรีต้นนี้เป็น บายศรีท ี่เรียก อีกอย่างหนึ่งว่า บายศรีตองรองทองขาว ซึ่งแต่ละชั้นของบายศรีจะบรรจุด้วยขนมหวาน หรือดอกไม้ที่มีชื่อ เป็นมงคล


          * บายศรีต้น 7 ชั้นใช้สำหรับเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า และพระราชอาคันตุกะชั้นประธานาธิบดี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บายศรีต้นกลีบหน้านาคแต่ละชั้นจะประดับด้วยดอกบัวใช้ในพิธีสมโภชพระพุทธรูป

          *บายศรีต้น 9 ชั้น ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถในพิธี หรือพระราชพิธีที่เป็นมงคลต่างๆ ใน




 


edit @ 4 Jan 2012 20:15:34 by Beauty_9224

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 22 Dec 2011 19:10 by beauty2012

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก