การทำบายศรี

posted on 23 Dec 2011 19:12 by beauty2012

บายศรี

"ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอย มาสู่องค์เอย” วลีนี้คัดจากบทประพันธ์ของ ฯพณฯ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นต้นเนื้อเพลงร้องพิธีทำขวัญ เชิญขวัญ เรียกขวัญ สู่ขวัญ คนไทยเชื่อเรื่องขวัญว่ามีอยู่ในตัวคนทุก ๆ คน ตั้งแต่เกิดจนตาย หมายถึงพลังใจและชีวิตจิตใจ ไม่มีขวัญอาจกล่าวได้ว่าผู้นั้นมีชีวิตอยู่อย่างไม่สมบูรณ์นัก เพราะตามโบราณประเพณีแล้วตั้งแต่เกิดมีการรับขวัญเด็กเมื่อเกิดได้ ๓-๔ วัน ทำขวัญเดือน ทำขวัญตอนโกนจุก เด็กพลัดตกหกล้มก็มีการเรียกขวัญ ทำขวัญตอนบวชนาค เป็นต้น

การเรียกขวัญจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ขวัญอยู่กับตัวใครก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นสุข ถ้าขวัญหายขวัญหนีออกจากตัวก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น ท่านคงเคยได้ยินท่านผู้ใหญ่กล่าวว่า พลัดตกหกล้มหรือเกิดความตกใจอย่างมาก โบราณจึงหาวิธีให้ขวัญอยู่กับตัวหลายแบบหลายอย่างต่างกันออกไปตั้งแต่พิธีเล็ก ๆ ในครอบครัว กระทั่งถึงพิธีใหญ่เชิญญาติมิตรมาร่วมทำพิธีเชิญขวัญ มีการเวียนเทียน พิธีนี้ก็ได้แก่พิธีทำขวัญนาค เป็นพิธีที่ใช้หรือพบเห็นมาก เป็นพิธีที่ทำให้ผู้รับขวัญและผู้พบเห็นเกิดสวัสดิมงคลแก่ตัว

ในพิธีทำขวัญนี้สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือบายศรี บาย แปลว่า ข้าว ศรี แปลว่า มิ่งขวัญ รวมเรียกว่า ข้าวขวัญ ใช้ในพิธีสมโภชน์ สังเวยเทวดา ไหว้ครู บวชนาค รับแขกบ้านแขกเมือง รับขวัญทหาร รับขวัญคนป่วยหรือคนที่จะจากกันไป หรือรับขวัญผู้มาอยู่ใหม่อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าบายศรี คือภาชนะใส่อาหารนั่นเอง นับว่าเป็นภาชนะที่สะอาดที่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุที่ว่าไม่การใช้ต่อจากกัน พอใช้เสร็จแล้วจะนำไปทิ้งเลยทีเดียว จากหนังสือการศึกษาศิลปะและประเพณีของเสฐียรโกเศศ ได้กล่าวไว้ว่า บายศรีสมมติเป็นขาไกรลาส ไม้ไผ่ ๓๐ อันขนาบข้างเป็นบันไดขึ้น พุ่มดอกไม้ยอดบายศรีสมมติเป็นวิมานพระอิศวร ตัวแมงดา ๓ ตัวก็เหมือนเต่า ๓ ตัว ที่จมอยู่ในก้นมหาสมุทรอันลึก คือ อวิชา ขนมที่อยู่ในบายศรีรับประทานแล้วเกิดรสอร่อย คือ รสแห่งพระรัตนตรัย

ประเพณีการทำขวัญภาคต่าง ๆ

 

ภาคเหนือ

ใช้รับขวัญคนป่วย รับแขกบ้านแขกเมือง สมโภชน์ ใช้ในพิธีบวชนาค พิธีแต่งงาน ประเพณีทางเหนือนิยมที่จะมีการสู่ขวัญโดยใช้สายสิญจน์วนรอบบายศรีมีหมอขวัญทำพิธีสู่ขวัญแล้วเชิญผู้ใหญ่มาผูกข้อมือบ่าวสาวด้วยสายสิญจน์ ญาติผู้ใหญ่ก็มาร่วมให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งให้แก้ว แหวน เงินทอง เป็นเครื่องรับไหว้ บายศรีทางเหนือถ้าใช้ในพิธีแต่งงานมักจะทำตัวบายศรี ๖ ตัวในพานนั้น ส่วนตัวรองไม่จำกัดจำนวนส่วนใหญ่จะใช้เลขคู่ ใช้ภาชนะเป็นพานใหญ่ ๆ หรือเป็นพานแว่นฟ้าก็ได้ ข้างในใส่กระทงขนม ข้าว ผลไม้ เมี่ยง บายศรี ๖ ตัวนี้กะให้ได้ระยะห่างพอ ๆ กัน แล้วแต่งดอกไม้ระหว่างองค์บายศรี

ภาคอีสาน

มีการทำบายศรีสู่ขวัญแตกต่างไปจากภาคเหนือและภาคกลาง คือ ทำขวัญให้กับคน ให้บ้านเรือน ให้สัตว์เลี้ยง ให้พืชผล ที่ได้รับทางด้านจิตใจจะกล่อมเกลาประชาชน การทำบายศรีนั้นอาจจะรับหรือส่งญาติมิตร ทางด้านวัสดุ เช่นทำขวัญเรือนจะบอกด้วยว่าไม้ชนิดไหนปลูกบ้านได้หรือไม่ได้จะมีหน้าต่างประตูอย่างไรจะบอกในคำทำขวัญ ถ้าพืชจะบอกว่าชนิดไหนควรปลูกฤดูกาลไหน มีน้ำท่าอย่างไร อันตรายของพืชมีอะไรบ้าง จะทำให้ผู้ฟังได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน

ภาคกลาง

ความแตกต่างของบายศรีภาคกลาง มีบายศรีบูชาครู บูชาเทวดา บวงสรวงเทพเจ้า บูชาบูรพกษัตริย์ส่วนประเพณีทำขวัญที่ใหญ่โต ได้แก่ประเพณีทำขวัญนาค บายศรีที่ทำกันประจำมี บายศรีปากชาม บายศรีต้น หรือบายศรีตั้ง และบายศรีสังเวยเทพ บายศรีชนิดนี้จะมีแบบแตกต่างไปอีกมาก เช่น บายศรีเศวตฉัตร บายศรีฉัตรมงคล บายศรีพรหมสี่หน้า เป็นบายศรีที่ไหว้เทพ และพรหมชั้นต่าง ๆ ส่วนมากจะมีในพิธีของพราหมณ์หรืออาจจะมีการประยุกต์การทำบายศรี หรือใช้องค์บายศรีทำเป็นบายศรีแบบอื่น ๆ อีก เช่น ตคัยมุข วิมานแสงเทียนที่พบเห็นโดยทั่วไป คือ บายศรีต้น หรือบายศรีตั้ง และบายศรีปากชาม บายศรีหลวงมักทำด้วยแก้ว ทอง เงิน
*****บายศรีปากชามใช้ในครัวเรือนธรรมดา เช่น รับขวัญเดือนเด็ก โกนผมไฟ บูชาศาลพระภูมิ บายศรีตั้งใช้ในพิธีใหญ่ ๆ ทั้งบายศรีปากชามและบายศรีตั้งจะรวมกันในพิธีใหญ่ เช่น พิธีบวชนาค พิธีสมโภชน์ โดยเอาบายศรี ปากชามไว้ยอด ในบายศรีปากชามจะมีกล้วย แตงกวา ไข่ (ไข่ขวัญหรือไข่ยอด) และมะพร้าวเป็นเครื่องบริวารของบายศรี ส่วนบายศรีสังเวยเทพเทวดาจะไม่ประกอบด้วยเนื้อสัตว์ หรืออาหาร จะใช้ดอกไม้ประดับตกแต่งล้วน

 

การทำบายศรีนิยมทำเป็นจำนวนคี่ คือ ๑,๓,๕,๗,๙ บายศรีบวงสรวงเทวดาใช้ถึง ๑๖ ชั้น เป็นกรณีพิเศษที่ใช้จำนวนคู่ การใช้บายศรีกับการรับขวัญ เชิญขวัญหรือสู่ขวัญกับคนธรรมดามักทำ ๓ หรือ ๕ ชั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และแขกบ้านแขกเมือง ๗ ชั้น สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใช้บายศรี ๙ ชั้น *บายศรีเมื่อใช้ประกอบพิธีแล้วประมาณ ๗ วัน มักจะนำไปจำเริญหรือ บางท่านอาจปล่อยให้แห้ง ให้คงสภาพเช่นนั้นตลอดไปจนกว่าจะเปลี่ยนใหม

 

 

ส่วนประกอบของบายศรี

๑. ไข่ขวัญหรือไข่ยอด เป็นไข่ต้มสุก อาจเป็นไข่เป็ดหรือไข่ไก่ก็ได้ ตามความนิยมของแต่ละท้องที่ ไข่ขวัญนี้จะให้ผู้รับทำขวัญกิน เช่น ทำขวัญคนป่วยจะให้คนป่วยกิน จะอยู่ส่วนบนสุดของบายศรี ซึ่งหมายถึงทำให้เกิดมงคลและเป็นเครื่องหมายแห่งการเกิด วิธีทำ คือ นำไข่เป็ดหรือไข่ไก่ เริ่มด้วยนำไข่ใส่ในน้ำเย็นพอน้ำเริ่มร้อนให้ใช้ไม้พายคนไข่ที่ต้มตลอดเวลา เพื่อจะทำให้ไข่กลมไม่มีส่วนใดบุบเมื่อสุกแล้วยกลง
๒. ตัวแมงดาหรือเต่า คือส่วนที่วางระหว่างกลางตัวบายศรี บายศรีปากชามหนึ่งที่มีบายศรีสามตัว และมีตัวแมงดาสามตัว การทำตัวแมงดาใช้ใบตองกว้างประมาณ ๘-๑๑ ซ.ม. ใหญ่หรือเล็กตามขนาดของบายศรีตัดตามรูป เจาะทำให้เป็นลวดลายให้สวยงาม ข้อควรระวังบางครั้งจะทำให้ใบตองแตกควรใช้มีคม ๆ เจาะลาย ควรใช้ใบตองด้านแข็งอยู่ส่วนบน
๓. แตงกวา กล้วยน้ำ เป็นอาหารที่อยู่ภายในบายศรี โดยนำแตงกวา และกล้วยน้ำอย่างละ ๑ ผล แบ่งเป็น ๓ ซีกตามยาวของแตงกวาและกล้วย โดยไม่ปอกเปลือก เมื่อแบ่งได้เป็น ๓ ชิ้น จึงนำไปพนมเข้ากับกรวย
๔. กรวย คือที่บรรจุข้าวสุกปากหม้อ ใช้ใบตองตานีช่วงยาวไม่มีที่ตำหนิ กว้างประมาณ ๑๒ นิ้ว ใช้ใบตอง ๒ ทบ เอาด้านมันออกม้วนจากทางขวามือมาทางซ้ายมือให้เป็นรูปกรวย โดยกะขนาดปากกรวยลงระหว่างบายศรีทั้งสามพอดี 
ความสูงของกรวยจะต้องสูงกว่าบายศรีเล็กน้อยประมาณ ๑-๒ นิ้ว เมื่อม้วนกรวยแล้วใบตองที่อยู่ข้างนอกจะต้องเป็นสันตั้ง เมื่อได้ขนาดที่ต้องการให้นำเข็มหมุดกลัดไว้ และตัดปากกรวยทำดอกจันมอบปากกรวยให้เรียบร้อยแล้วนำ
ข้าวสุกปากหม้อใส่ให้แน่น พยายามกดตรงยอดให้แน่น เพื่อกันเวลาเสียบยอดจะได้ไม่อ่อน เมื่อใส่ข้าวแน่นแล้ว ตัดใบตองกลมปิดปากกรวย ๒ ใบซ้อนกัน
๕. ไม้ไผ่สีสุก ๓ อัน ใช้ประกบบายศรีกันโงนเงน เป็นการยึดบายศรี หรืออาจหมายถึงบันไดที่จะไปสู่เขาไกรลาส
๖. ผ้าห่มบายศรี และยอดตอง ยอดตองสามใบควรเป็นยอดตองอ่อนใช้ห่มบายศรีหรือห่มขวัญ โดยจะห่มทั้งไม้ไผ่สามซีกที่รัดไว้กับบายศรี และใช้ผ้า เช่น ผ้าตาดทอง หรือผ้าลูกไม้ห่มอีกชั้นหนึ่ง แต่ในปัจจุบันต้องการโชว์บายศรี
และอีกประการหนึ่งคงไม่สะดวกในการจะห่มองค์บายศรี เลยใช้ม้วนวางไว้ข้าง ๆ องค์บายศรี
๗. อาหารในบายศรี ควรจะเย็บกระทงใบเล็ก ๆ มอบปากให้เรียบร้อยใส่ในบายศรีสู่ขวัญ บายศรีบวชนาคจะมีอาหารใส่ อาหารอื่น ๆ เช่น กล้วยทั้งหวี มะพร้าวนั้นโดยมากจะใส่พานไว้ต่างหากเพราะไม่สามารถจะใส่ไว้ในบายศรีได้
๘. การครอบครูบายศรี ให้ใช้ดอกไม้ธูปเทียนเป็นการประสิทธิ์ประสาทวิชาของครูให้แก่ลูกศิษย์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและกำลังใจที่ศิษย์จะปฏิบัติต่อไป การครอบครูบายศรี ครูจะจับมือเข้าองค์บายศรี


 

พิธีบายศรีสู่ขวัญ

 

พิธีบายศรีสู่ขวัญ บางครั้งก็เรียกว่า พิธีบายศรี, พิธีสู่ขวัญ, พิธีทำขวัญ, พิธีรับขวัญ เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนไทย และคนลาว ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งนามธรรมอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า “ขวัญ” ซึ่งมีหน้าที่รักษาประคับประคองชีวิตและติดตามเจ้าของไปทุกหนแห่ง การทำพิธีสู่ขวัญจึงเป็นการเชิญขวัญที่หนีหายไปให้เข้ามาอยู่กับตัว และเชื่อว่าเป็นการส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง มีสติและไม่ประมาท 

ประเพณีบายศรีสู่ขวัญใช้เครื่องเชิญขวัญที่เรียกว่า บายศรี ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทง เป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญ (ไข่ต้ม) เสียบอยู่บนยอดบายศรี มีหลายประเภท เช่น บายศรีตอง บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่ (ภาษาเขมร บาย = ข้าว + ศรี = สิริ หมายความว่า ข้าวอันเป็นสิริหรือข้าวขวัญ)  มีการพันสายสิญจน์ไว้โดยรอบเพื่อใช้ผูกข้อมือผู้รับขวัญ ผู้นำทำพิธีเรียกว่า หมอขวัญ

ประวัติ

บายศรีนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์ พิจารณาจากการนำใบตองมาประดิษฐ์บายศรี เนื่องด้วยใบตองนั้นเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมลทินของอาหารเก่าให้แปดเปื้อน และอีกประการหนึ่งก็คือ รูปร่างลักษณะของบายศรีที่ได้จำลองเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร ตลอดจนเครื่องสังเวยก็มีความเชื่อมาจากคติพราหมณ์เช่น ไข่ แตงกวา มะพร้าว รวมถึงพิธีการ เช่น การเวียนเทียน การเจิม และพิธีการต่าง ๆ เหล่านี้พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีทั้งสิ้น


ประเภทของบายศรี

ในภาคเหนือจะเรียกบายศรีว่า "ใบสี", "ใบสรี" หรือ "ใบสีนมแมว" และจะเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เพราะชาวล้านนาจะเรียกพานว่า ขัน แล้วเรียกขันว่า สลุง บายศรีแยกเป็น 4 ประเภท คือ

  1. บายศรีหลวง
  2. บายศรีนมแมว
  3. บายศรีปากชาม
  4. บายศรีกล้วย

ส่วนในภาคอีสานจะเรียกบายศรีว่า "พาบายศรี", "พาขวัญ" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "ขันบายศรี" ในภาคอีสานจะแยกบายศรีออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. พาขวัญ
  2. พาบายศรี
  3. หมากเบ็ง

ในส่วนภาคอีสานที่มีเชื้อสายของเขมรจะมีการเรียกบายศรีว่า "บายแสร็ย" ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. บายแสร็ยเดิม (บายศรีต้น)
  2. บายแสร็ยเถียะ (บายศรีถาด)
  3. บายแสร็ตจาน (บายศรีปากชาม)

 

ความสำคัญของ "การบายศรี" “ การบายศรี ”เป็นทั้งศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสาน แต่ครั้งโบราณกาล เป็นประเพณีอันดีงามสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน

          “ การบายศรีสู่ขวัญ ” เป็นกุศโลบายให้คนมีน้ำจิตน้ำใจอันใสบริสุทธแสดงมุทิตาจิตต่อกัน เพื่อรวมจิตรวมใจให้แก่ผู้ที่จะ “ สู่ขวัญ ” อันเป็นที่รัก เคารพ นับถือ ศรัทธาและบูชา    เราน่าจะศึกษาว่าพิธีการอันสำคัญนี้ มีความหมาย และมีความเป็นมาอย่างไร

 
คำว่า “ บายศรี ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า
 

ภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ หรือ สู่ขวัญ จัดตกแต่งให้สวยงาม เป็นพิเศษด้วยใบตอง และดอกไม้สด มีข้าว ขนม ข้าวต้มเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ การทำพิธีเรียกขวัญ จึงเรียกว่า “ บายศรีสู่ขวัญ ”

คำว่า “ พาขวัญ ” เป็นภาษาอีสาน มีความหมายเช่นเดียวกับ “ พานบายศรี ” มี ีการแต่งพาขวัญพร้อมเครื่องสังเวยต่างๆ เหมือนกั

การสู่ขวัญ หรือสูตขวัญ การสู่ขวัญหรือสูตขวัญของชาวอีสาน คงวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษเคยนับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การสู่ขวัญเป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อหาทางก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญทางจิตใจมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างจึงมักจะมีการเรียกร้องพลังทางจิต จะได้ช่วยให้มีพลังใจเข็มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรคหรือภัยพิบัติได้นั้นเอง จึงเป็นประเพณีถือปฏิบัติยั่งยืนมาจาสมัยนี้ การสู่ขวัญเป็นประเพณีโบราณ ที่บรรพบุรุษได้เคยประพฤติ ปฏิบัติสืบต่อๆ กันมาช้านาน โดยเชื่อว่า เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่ หรือช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความสวัสดี มีชัย มีโชคลาภยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยความราบรื่น และอาจดลบันดาลให้ผู้ที่เคราะห์ร้าย หายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวงด้วย แต่การสู่ขวัญต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก ่ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “ หมอขวัญ ” หรือ “ พราหมณ์ ” สู่ขวัญให้ จึงจะเป็นสิริมงคลได้ผลดีสมความปรารถนา ถ้าหากทำไปสักแต่ว่าทำ ไม่มีพิธีการอันแนบเนียนก็จะมีผลน้อย เพราะการทำพิธีนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งด้วย ถ้าผู้ทำเป็นผู้ฉลาดในพิธีการ ตั้งอกตั้งใจทำจริงๆ มุ่งหวังให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขวัญของผู้รับการสู่ขวัญจริงๆ อย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากการสู่ขวัญนั้น
สาเหตุที่มีการสู่ขวัญ เหตุที่จะมีการสู่ขวัญปกติมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ เพราะปรารภในเหตุที่ดีอย่างหนึ่ง และปรารภในเหตุไม่ดีอย่างหนึ่ง การสู่ขวัญเนื่องในเหตุที่ดี ก็ได้แก่ การทำเนื่องในการได้รับโชคลาภ หรือสิ่งที่พึงพอใจ เช่น ไปค้าขายได้เงินทองมามาก ได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ แต่งานใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่เคารพไปมาหาสู่ จากบ้านไปนานแล้วมาเยี่ยมบ้าน ได้ลาภพิเศษอย่างใดอย่า